ปี 2025 ที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกโจมตีทางไซเบอร์เฉลี่ย 3,201 ครั้งต่อสัปดาห์

ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 164% ตามรายงานของ Bangkok Post และไม่ใช่แค่จำนวนครั้งที่เพิ่ม แต่ความซับซ้อนของการโจมตีก็พุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด เพราะตอนนี้แฮกเกอร์ใช้ AI เป็นอาวุธแล้ว

บทความนี้จะสรุปภัยไซเบอร์ที่คนไทยต้องระวังในปี 2026 ตั้งแต่ AI phishing ที่แยกไม่ออกว่าของจริงหรือของปลอม, deepfake ที่หลอกแม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูง, ไปจนถึงวิธีป้องกันตัวเองทั้งในฐานะบุคคลและเจ้าของธุรกิจ

สถานการณ์ภัยไซเบอร์ในไทย ปี 2026

ก่อนจะไปดูว่าภัยคุกคามแต่ละแบบทำงานยังไง มาดูตัวเลขจริงของไทยก่อน เพราะหลายคนอาจคิดว่า “ภัยไซเบอร์เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่” แต่ข้อมูลบอกตรงกันข้าม

ตามรายงานจาก Nation Thailand ที่อ้างอิงข้อมูลจาก NCSA (สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ) เฉพาะช่วง 5 เดือนแรกของปี 2025 มีเหตุการณ์ไซเบอร์ในไทยมากกว่า 1,002 ครั้ง องค์กรกว่า 63% เคยถูกเจาะข้อมูล และ 52% ของผู้ที่ถูกโจมตีด้วย ransomware ยอมจ่ายค่าไถ่

ที่น่าตกใจกว่านั้น… ข้อมูลล็อกอินที่รั่วไหลของคนไทยเพิ่มขึ้น 6,250% จาก 80,000 รายการในปี 2024 เป็น 5 ล้านรายการในปี 2025 และไตรมาส 2 ของปี 2025 ตรวจพบเหตุการณ์ 223,700 ครั้ง เพิ่มขึ้น 16.57% จากไตรมาสก่อนหน้าตามข้อมูลของ Kaspersky

ตลาด cybersecurity ของไทยมีมูลค่าราว 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลจาก Mordor Intelligence แต่ SME ไทยส่วนใหญ่ยังลงทุนด้าน cybersecurity ไม่ถึง 2% ของงบ IT ทั้งหมด ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับระดับภัยคุกคามที่เผชิญอยู่


5 ภัยคุกคามไซเบอร์ที่อันตรายที่สุดในปี 2026

1. AI-Powered Phishing (ฟิชชิงที่ขับเคลื่อนด้วย AI)

Phishing (ฟิชชิง) คือการหลอกลวงให้เหยื่อคลิกลิงก์หรือให้ข้อมูลส่วนตัว แต่ในปี 2026 ฟิชชิงไม่ได้เป็นอีเมลภาษาไทยแปลกๆ ที่สังเกตได้ง่ายอีกต่อไป

ตามข้อมูลจาก SecureTrust การหลอกลวงแบบ impersonation (แอบอ้างเป็นคนอื่น) ที่ใช้ AI สร้างขึ้นเพิ่มขึ้น 148% ตอนนี้ AI สามารถเขียนอีเมลฟิชชิงที่ใช้ภาษาไทยสมบูรณ์แบบ รู้ชื่อ รู้ตำแหน่ง รู้แม้กระทั่งโปรเจกต์ที่คุณกำลังทำอยู่ เพราะ AI ดึงข้อมูลจาก social media และข้อมูลรั่วไหลมาประกอบ

รายงานจาก CrowdStrike 2026 Global Threat Report ระบุว่า 82% ของการบุกรุกในปี 2025 เป็นแบบ malware-free (ไม่ใช้มัลแวร์) แปลว่าแฮกเกอร์ไม่จำเป็นต้องส่งไฟล์แนบอันตรายอีกต่อไป แค่หลอกให้คุณกรอกข้อมูลเองก็พอ

2. Deepfake (วิดีโอและเสียงปลอมที่สร้างด้วย AI)

Deepfake คือวิดีโอหรือเสียงที่ AI สร้างขึ้นมาเหมือนคนจริง ซึ่งในปี 2025 มีส่วนเกี่ยวข้องกับกว่า 30% ของการโจมตีแบบ corporate impersonation (แอบอ้างเป็นผู้บริหารบริษัท) ตามข้อมูลจาก TechTimes

กรณีที่ดังที่สุดคือบริษัท Arup ที่ถูกหลอกด้วย deepfake video call จนสูญเสียเงิน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 850 ล้านบาท) โดยแฮกเกอร์สร้างวิดีโอปลอมของผู้บริหารหลายคนในวิดีโอคอลเดียวกัน จนพนักงานเชื่อว่าเป็นคำสั่งจริง

ที่น่ากลัวคือตอนนี้มีบริการ Deepfake-as-a-Service (DFaaS) ตามที่ Cyble รายงาน ซึ่งหมายความว่าแม้แต่คนที่ไม่มีทักษะเทคนิคก็สามารถสร้าง deepfake คุณภาพสูงได้

3. Ransomware ยุคใหม่ ขโมยข้อมูลก่อนเข้ารหัส

Ransomware (มัลแวร์เรียกค่าไถ่) ในปี 2026 ไม่ได้แค่ล็อกไฟล์แล้วเรียกเงินอีกต่อไป ตามรายงานจาก Level.io กลุ่มแฮกเกอร์ที่ใช้ ransomware เพิ่มขึ้น 49% ในปี 2025 และกลยุทธ์ใหม่คือ “ขโมยข้อมูลก่อน แล้วค่อยเข้ารหัส” ถ้าเหยื่อไม่จ่าย ก็จะเอาข้อมูลไปเปิดเผยหรือขายต่อ

สำหรับไทย ransomware คิดเป็น 6% ของการโจมตีทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 4% และ banking malware (มัลแวร์ที่เจาะระบบธนาคาร) อยู่ที่ 9.5% เทียบกับค่าเฉลี่ยโลก 2.8% ข้อมูลจาก IBM ยังระบุว่าระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่แฮกเกอร์เจาะเข้าระบบจนถึงขโมยข้อมูลเสร็จ (breakout time) อยู่ที่แค่ 29 นาที และเร็วที่สุดเพียง 27 วินาที

4. การโจมตีผ่าน Cloud และ Supply Chain

ตาม CrowdStrike การบุกรุกผ่านระบบ cloud เพิ่มขึ้น 37% โดยรวม และเพิ่มขึ้นถึง 266% จากกลุ่มที่รัฐให้การสนับสนุน (state-nexus actors) เพราะองค์กรจำนวนมากย้ายระบบขึ้น cloud แต่ตั้งค่าความปลอดภัยไม่ครบ ทำให้เป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่

Supply chain attack (การโจมตีผ่านห่วงโซ่อุปทาน) ก็อันตรายไม่แพ้กัน แฮกเกอร์ไม่ได้เจาะเข้าบริษัทเป้าหมายโดยตรง แต่เจาะเข้า vendor หรือซอฟต์แวร์ที่บริษัทนั้นใช้ แล้วกระจายมัลแวร์ผ่านช่องทางที่ดูปกติ

5. Social Engineering ที่ซับซ้อนขึ้นด้วย AI

Social engineering (วิศวกรรมสังคม) คือการหลอกลวงโดยอาศัยจิตวิทยา ซึ่ง AI ทำให้มันแนบเนียนขึ้นหลายเท่า ตาม Gartner ระบุว่าภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพิ่มขึ้น 340% นับตั้งแต่ปี 2024 และ Palo Alto Networks คาดการณ์ว่าองค์กรต่างๆ จะเผชิญกับการโจมตีที่ใช้ AI เฉลี่ย 1,200 ครั้งต่อวัน

AI ช่วยให้แฮกเกอร์สร้างข้อความหลอกที่ปรับแต่งตามเหยื่อแต่ละคน (personalized) ได้ในปริมาณมหาศาล สิ่งที่เคยต้องใช้ทีมแฮกเกอร์หลายสิบคนทำเป็นเดือน ตอนนี้ AI ทำให้เสร็จในไม่กี่ชั่วโมง


AI กับ Cybersecurity ดาบสองคมที่ต้องเข้าใจ

AI ไม่ได้เป็นแค่อาวุธของฝั่งโจมตี ฝั่งป้องกันก็ใช้ AI เหมือนกัน และตรงนี้เองที่เป็นสนามแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดในวงการ cybersecurity ปี 2026

ตาม Gartner คาดว่าภายในปี 2028 AI จะขับเคลื่อน 50% ของงาน incident response (การตอบสนองต่อเหตุการณ์ไซเบอร์) และ Deloitte ชี้ว่า AI กำลังเปลี่ยนเกมทั้งฝั่งโจมตีและป้องกัน

AI ฝั่งโจมตีAI ฝั่งป้องกัน
สร้างอีเมลฟิชชิงที่แนบเนียนเหมือนคนจริงตรวจจับอีเมลฟิชชิงจากรูปแบบที่ผิดปกติ
สร้าง deepfake วิดีโอและเสียงวิเคราะห์วิดีโอและเสียงเพื่อหา deepfake
ค้นหาช่องโหว่ในระบบแบบอัตโนมัติสแกนและแพตช์ช่องโหว่ก่อนถูกโจมตี
เลี่ยงระบบป้องกันแบบดั้งเดิมใช้ behavioral analytics จับพฤติกรรมผิดปกติ
ปรับแต่งมัลแวร์แบบ real-timeตอบสนองต่อภัยคุกคามแบบอัตโนมัติ

สิ่งสำคัญที่ McKinsey เน้นคือ AI เป็นทั้งภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดและเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในเวลาเดียวกัน ใครใช้ AI ได้ดีกว่า ฝั่งนั้นจะได้เปรียบ


วิธีป้องกันตัวเองจากภัยไซเบอร์ในปี 2026

ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานออฟฟิศ ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจ สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานที่ทุกคนต้องทำ ตามคำแนะนำจาก CISA (หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสหรัฐ) และผู้เชี่ยวชาญหลายสำนัก

สำหรับบุคคลทั่วไป

เปิดใช้ MFA (Multi-Factor Authentication) ทุกบัญชี MFA คือการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน เช่น รหัสผ่าน + OTP หรือ biometrics (ลายนิ้วมือ/ใบหน้า) แค่เปิดใช้ MFA ก็ลดความเสี่ยงจากการถูกแฮกบัญชีได้กว่า 99% ตามข้อมูลจาก Microsoft

ใช้ Password Manager อย่าใช้รหัสผ่านเดียวกันหลายเว็บ ใช้ password manager อย่าง Bitwarden, 1Password หรือ Google Password Manager สร้างรหัสผ่านที่แข็งแรงและไม่ซ้ำกันให้ทุกบัญชี

ระวังลิงก์และข้อความที่ “เร่งด่วน” ถ้าได้รับข้อความที่บอกว่า “บัญชีของคุณจะถูกระงับ” หรือ “คุณได้รับเงินรางวัล” ให้สงสัยไว้ก่อนเสมอ ตรวจสอบโดยติดต่อหน่วยงานนั้นโดยตรงผ่านช่องทางทางการ อย่าคลิกลิงก์ในข้อความ

อัปเดตซอฟต์แวร์ทันที ตาม CrowdStrike 42% ของช่องโหว่ถูกใช้โจมตีก่อนที่จะมี patch (zero-day exploitation) การอัปเดตทันทีที่มีให้คือวิธีง่ายที่สุดในการปิดช่องโหว่

ตรวจสอบข้อมูลรั่วไหล เข้าเว็บ haveibeenpwned.com เพื่อเช็คว่าอีเมลของคุณเคยอยู่ในข้อมูลที่รั่วไหลหรือไม่ ถ้าเคย ให้เปลี่ยนรหัสผ่านทันที

สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME

SME ไทยเป็นเป้าหมายหลักของแฮกเกอร์ เพราะมีข้อมูลลูกค้าที่มีค่าแต่ระบบป้องกันไม่แข็งแรงเท่าบริษัทใหญ่ ตาม PDLegal กฎหมายไทยรวมถึง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 และ PDPA กำหนดให้ธุรกิจต้องมีมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล

สิ่งที่ SME ควรทำเป็นอย่างน้อยคือ ลงทุนในระบบ endpoint protection ที่มี AI-powered detection, ทำ backup ข้อมูลแบบ 3-2-1 (3 สำเนา, 2 สื่อเก็บข้อมูล, 1 สำเนาอยู่นอกสถานที่), อบรมพนักงานเรื่อง cybersecurity awareness อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง, และมีแผน incident response เตรียมไว้ว่าถ้าถูกโจมตีจะทำอะไรเป็นลำดับ

ไม่ต้องลงทุนหลักล้าน เริ่มจากพื้นฐานเหล่านี้ก่อนก็ลดความเสี่ยงได้มหาศาล


อาชีพ Cybersecurity โอกาสที่กำลังเปิดกว้าง

ภัยไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นหมายความว่าความต้องการคนด้าน cybersecurity ก็พุ่งสูงตาม ตาม TechTarget ปัจจุบันมีตำแหน่งงาน cybersecurity ที่ว่างอยู่กว่า 4.5 ล้านตำแหน่งทั่วโลก และตัวเลขนี้ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับคนที่สนใจเรื่องอาชีพสาย tech และ AI ในไทย ลองอ่านบทความ อาชีพแห่งอนาคต 2026 ที่สรุปเงินเดือนและวิธี Upskill ไว้ครบ ซึ่ง Cybersecurity Analyst เป็นหนึ่งในอาชีพที่เงินเดือนเริ่มต้น 40,000-65,000 บาท และระดับ Senior ได้ถึง 180,000+ บาท

ตำแหน่งที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในปี 2026 ได้แก่ AI Security Engineer (วิศวกรความปลอดภัย AI), Threat Intelligence Analyst (นักวิเคราะห์ข่าวกรองภัยคุกคาม), Cloud Security Architect (สถาปนิกความปลอดภัยคลาวด์) และ Incident Response Manager (ผู้จัดการตอบสนองเหตุการณ์)


FAQ: คำถามที่คนถามบ่อย

ภัยไซเบอร์ 2026 คืออะไร?

ภัยไซเบอร์ 2026 คือภัยคุกคามทางดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยี AI เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ทั้ง AI phishing, deepfake, ransomware ยุคใหม่ และการโจมตีผ่าน cloud ซึ่งมีความซับซ้อนและเร็วกว่าที่เคยเจอมาก่อน

คนทั่วไปจะป้องกันตัวเองได้ยังไง?

เริ่มจากเปิด MFA ทุกบัญชี ใช้ password manager สร้างรหัสผ่านที่แข็งแรง อัปเดตซอฟต์แวร์ทันที ระวังข้อความที่เร่งด่วนหรือน่าสงสัย และเช็คว่าข้อมูลของคุณเคยรั่วไหลหรือไม่ที่ haveibeenpwned.com

SME ไทยต้องลงทุนด้าน cybersecurity เท่าไหร่?

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรจัดสรรอย่างน้อย 5-10% ของงบ IT สำหรับ cybersecurity เริ่มจากพื้นฐานอย่าง endpoint protection, backup และการอบรมพนักงาน ซึ่งไม่จำเป็นต้องลงทุนมากแต่ต้องทำให้ครบ


สรุป

ภัยไซเบอร์ในปี 2026 ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ไทยถูกโจมตีมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก 164% และ AI กำลังทำให้การโจมตีซับซ้อนขึ้นในอัตราที่น่าตกใจ แต่ข่าวดีคือเครื่องมือป้องกันก็ใช้ AI เหมือนกัน และพื้นฐานที่แข็งแรงอย่าง MFA, password manager และ cybersecurity awareness ยังคงเป็นเกราะป้องกันชั้นแรกที่ทรงพลังที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือองค์กร สิ่งที่แพงที่สุดไม่ใช่ค่าลงทุนด้าน cybersecurity แต่เป็นค่าใช้จ่ายเมื่อถูกโจมตีแล้วไม่พร้อมรับมือ เริ่มป้องกันวันนี้ ยังไม่สาย

ติดตาม cheesepie ได้ที่ Twitter/X: @cheesepie_content · TikTok: @cheesepie_content

แหล่งอ้างอิง

  1. Cyber-attack surge plunges Thailand into security crisis โดย Bangkok Post (2025)
  2. AI-era cyber threats surge in Thailand โดย Nation Thailand (2025)
  3. Thai servers face mounting Q2 breaches โดย Nation Thailand (2025)
  4. 2026 Global Threat Report โดย CrowdStrike (2026)
  5. Top Cybersecurity Trends for 2026 โดย Gartner (2026)
  6. Generative AI Cyber Threats 2026: Deepfake Fraud Scams โดย TechTimes (2026)
  7. Thailand Cybersecurity Market โดย Mordor Intelligence (2026)
  8. AI is the greatest threat and defense in cybersecurity today โดย McKinsey (2026)
  9. AI cybersecurity jobs to consider now and the future โดย TechTarget (2026)
  10. Ransomware 2026: Trends and Prevention โดย Level.io (2026)
  11. Phishing in 2025-2026: AI-Driven Attacks and Deepfakes โดย SecureTrust (2026)
  12. Using AI in Cybersecurity โดย Deloitte (2026)