ทุกปีช่วงปลายปี Gartner (บริษัทวิจัยเทคโนโลยีระดับโลก) จะออกรายงาน “Top Strategic Technology Trends” ที่บอกว่าเทคโนโลยีไหนจะเปลี่ยนโลกธุรกิจในปีถัดไป

รายงานนี้ไม่ใช่แค่ลิสต์ของเท่ๆ นะครับ CIO (ผู้บริหารด้าน IT) ทั่วโลกใช้มันในการตัดสินใจว่าจะลงทุนกับเทคโนโลยีไหน จ้างคนแบบไหน และเตรียมองค์กรยังไง

ปี 2026 นี้ Gartner เลือกมา 10 เทรนด์ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ผมสรุปให้ครบทุกตัว พร้อมบอกว่าแต่ละเทรนด์เกี่ยวอะไรกับชีวิตจริงของเราครับ


ภาพรวม 3 ธีม 10 เทรนด์

Gartner จัดกลุ่ม 10 เทรนด์ไว้ใน 3 ธีมหลัก

The Architect (สร้างรากฐาน) เทรนด์ที่ 1-3 เน้นสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงสำหรับยุค AI

The Synthesist (ประสาน) เทรนด์ที่ 4-7 เน้นเอา AI ไปทำงานจริงในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ถึงหุ่นยนต์

The Vanguard (ปกป้อง) เทรนด์ที่ 8-10 เน้นปกป้ององค์กรจากความเสี่ยงใหม่ๆ ที่มากับ AI


1. ตัวแทน AI ที่ทำงานเองได้

Agentic AI (เอเจนติก เอไอ) คือ AI ที่ไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่ ลงมือทำงานให้ได้ด้วยตัวเอง ตัดสินใจ วางแผน และดำเนินการโดยไม่ต้องมีคนสั่งทุกขั้นตอน

ตัวอย่างที่เข้าใจง่าย: แทนที่จะพิมพ์บอก AI ว่า “ช่วยจองตั๋วเครื่องบินให้หน่อย” แล้ว AI บอกวิธีจอง… Agentic AI จะไปเข้าเว็บจองให้ เปรียบเทียบราคา เลือกเที่ยวบินที่เหมาะสม แล้วจองให้เลย

Gartner คาดว่าภายในปี 2028 องค์กร 33% จะใช้ Agentic AI ในการตัดสินใจทางธุรกิจบางส่วน เพิ่มจากแค่ 1% ในปี 2024


2. แพลตฟอร์มสร้างซอฟต์แวร์ด้วย AI

คือแพลตฟอร์มที่ใช้ Generative AI (AI ที่สร้างเนื้อหาได้) เป็นหัวใจในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ไม่ใช่แค่เอา AI มาช่วยเขียนโค้ด แต่ AI เป็นส่วนหนึ่งของทุกขั้นตอน ตั้งแต่ออกแบบ เขียน ทดสอบ ไปจนถึง deploy (ติดตั้งระบบ)

ผลกระทบจริง: Gartner ทำนายว่าภายในปี 2030 80% ของซอฟต์แวร์องค์กรจะเป็นแบบ multimodal (ทำงานได้ทั้งข้อความ เสียง ภาพ) เพิ่มจากแค่ 5% ในปี 2024 ซึ่งหมายความว่าทีมพัฒนาที่ใช้ AI-Native Platforms จะสร้างแอปที่ซับซ้อนได้ด้วยทีมที่เล็กลงมาก


3. ประมวลผลแบบปิดผนึก

Confidential Computing (การประมวลผลแบบปิดลับ) ใช้เทคโนโลยี TEE (Trusted Execution Environment หรือพื้นที่ประมวลผลที่ปลอดภัย) เพื่อสร้าง “ห้องปิดผนึก” สำหรับข้อมูลในขณะที่กำลังประมวลผล แม้แต่ผู้ให้บริการ cloud เองก็เข้าถึงข้อมูลไม่ได้

ทำไมสำคัญ? ปัจจุบันข้อมูลถูกเข้ารหัสตอนเก็บและตอนส่ง แต่ตอนประมวลผลมันต้อง “เปิด” ออกมา ซึ่งเป็นช่วงที่เสี่ยงที่สุด Confidential Computing แก้ปัญหานี้โดยเข้ารหัสข้อมูลแม้ในขณะประมวลผล

Gartner คาดว่าภายในปี 2028 Confidential Computing จะกลายเป็นมาตรฐานสำหรับองค์กรที่ต้อง train โมเดล AI กับข้อมูลลับ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเงินและสาธารณสุขที่มีกฎระเบียบเข้มงวด


4. หลาย AI ทำงานร่วมกัน

Multiagent Systems (ระบบหลายเอเจนต์) คือระบบที่มี AI agent หลายตัวทำงานร่วมกัน แต่ละตัวเชี่ยวชาญคนละเรื่อง แล้วประสานงานกันเพื่อจัดการปัญหาที่ซับซ้อน

เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนทีมทำงานที่มีคนเก่งหลายด้าน คนหนึ่งเก่งวิเคราะห์ข้อมูล อีกคนเก่งเขียนรายงาน อีกคนเก่งตัดสินใจ ทั้งหมดทำงานร่วมกันได้โดยอัตโนมัติ

ต่างจาก Agentic AI ตรงที่ Agentic AI คือ agent เดียวที่ทำงานได้หลายอย่าง แต่ Multiagent Systems คือ หลาย agent ที่ทำงานเป็นทีม ครับ


5. โมเดล AI เฉพาะทาง

แทนที่จะใช้ LLM (Large Language Model หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่) ตัวเดียวทำทุกอย่าง เทรนด์นี้บอกว่าองค์กรจะหันมาใช้ โมเดลที่ถูก fine-tune สำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะทาง

เช่น โมเดลเฉพาะสำหรับการแพทย์ที่เข้าใจศัพท์ทางการแพทย์ลึกกว่า ChatGPT, โมเดลเฉพาะสำหรับกฎหมายที่ตีความสัญญาได้แม่นยำกว่า, โมเดลเฉพาะสำหรับการเงินที่วิเคราะห์งบการเงินได้ดีกว่า


6. เมื่อ AI เข้าสู่โลกจริง

Physical AI คือการนำ AI ออกจากหน้าจอมาทำงานในโลกจริง ผ่านหุ่นยนต์ โดรน อุปกรณ์อัจฉริยะ และเครื่องจักรที่ “เห็น” และ “เข้าใจ” สภาพแวดล้อมรอบตัวได้

ตัวอย่าง: หุ่นยนต์ในโกดังของ Amazon ที่หยิบสินค้าเองได้, โดรนส่งของที่หลบสิ่งกีดขวางได้, รถยนต์ไร้คนขับที่ตัดสินใจบนถนนจริง ทั้งหมดคือ Physical AI

Gartner คาดว่าPhysical AI เป็นเทรนด์เชิงกลยุทธ์เพราะต้นทุนเซนเซอร์และชิปลดลงเรื่อยๆ ทำให้การนำ AI ไปใช้ในโลกจริงเป็นไปได้มากขึ้นในทุกอุตสาหกรรม


7. เทคโนโลยีล่องหนรอบตัว

Ambient Invisible Intelligence (ปัญญาล่องหนรอบตัว) คือเซนเซอร์และแท็กอัจฉริยะราคาถูกมากที่ฝังอยู่ในสิ่งของรอบตัว ทำงานโดยที่เราแทบไม่รู้ตัว

ตัวอย่าง: สมมติซูเปอร์มาร์เก็ตมีแท็กเล็กจิ๋วติดสินค้าทุกชิ้น ระบบจะรู้ทันทีว่าของไหนหมด ของไหนใกล้หมดอายุ ของไหนวางผิดชั้น โดยไม่ต้องมีคนเดินตรวจ


8. คอมพิวเตอร์ที่กินไฟน้อยลง

เรื่องนี้สำคัญมากครับ เพราะ AI กินไฟเยอะมหาศาล การ train โมเดล AI ขนาดใหญ่ครั้งหนึ่งใช้ไฟฟ้ามากกว่าครัวเรือนทั่วไป 1 หลังใช้ทั้งปี

Energy-Efficient Computing เน้นออกแบบ data center, ชิป และระบบที่ใช้พลังงานน้อยที่สุด ตั้งแต่ชิป ARM ที่กินไฟน้อยกว่า x86, ระบบ liquid cooling (ระบายความร้อนด้วยของเหลว) ไปจนถึง data center ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100%

Gartner คาดว่าภายในปี 2027 เรื่องพลังงานกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน AI ขององค์กร เพราะ compute-intensive applications (แอปที่ใช้พลังประมวลผลสูง) อย่าง AI training และ simulation กำลังกลายเป็นตัวกิน carbon footprint (ปริมาณคาร์บอน) หลักขององค์กร เพิ่มจากแค่ 5% ในปี 2024


9. ป้องกันก่อนโจมตี

แทนที่จะรอให้ถูกแฮ็กแล้วค่อยแก้ Preemptive Cybersecurity (ความปลอดภัยไซเบอร์เชิงรุก) ใช้ AI ตรวจจับและปิดช่องโหว่ ก่อนที่แฮ็กเกอร์จะเข้ามา

Gartner คาดว่าภายในปี 2030 ครึ่งหนึ่งของงบ cybersecurity จะถูกใช้กับ preemptive solutions แทนที่จะเป็นแบบ reactive (ตั้งรับ) เหมือนปัจจุบัน


10. ตรวจสอบที่มาของทุกอย่าง

Digital Provenance (การตรวจสอบที่มาของสิ่งดิจิทัล) คือชุดเทคโนโลยีที่ตอบคำถามว่า “สิ่งนี้มาจากไหน? ถูกแก้ไขระหว่างทางไหม? เชื่อถือได้ไหม?”

ในยุคที่ AI สร้างภาพ วิดีโอ และข้อความได้สมจริงมาก การตรวจสอบว่าอะไรจริง อะไรปลอม กลายเป็นเรื่องจำเป็น เช่น เวลาเห็นคลิปวิดีโอของนักการเมืองพูดอะไรแปลกๆ Digital Provenance จะช่วยตรวจสอบได้ว่าคลิปนั้นเป็นของจริงหรือ AI สร้างขึ้นมาครับ


ตาราง 10 เทรนด์แบบดูง่าย

#เทรนด์กลุ่มอธิบายง่ายๆเกี่ยวกับชีวิตจริงยังไง
1Agentic AIArchitectAI ที่ลงมือทำงานให้เองจอง ซื้อ จัดการงานให้โดยไม่ต้องสั่งทุกขั้น
2AI-Native DevArchitectสร้างซอฟต์แวร์ด้วย AIแอปใหม่ๆ ออกมาเร็วขึ้น ถูกลง
3Confidential ComputingArchitectประมวลผลแบบปิดผนึกข้อมูลส่วนตัวปลอดภัยแม้อยู่บน cloud
4Multiagent SystemsSynthesistหลาย AI ทำงานเป็นทีมระบบอัตโนมัติที่จัดการงานซับซ้อนได้
5Domain-Specific LLMSynthesistAI เฉพาะทางAI หมอ AI ทนาย AI การเงิน แม่นกว่า ChatGPT
6Physical AISynthesistAI ในโลกจริงหุ่นยนต์ โดรน รถไร้คนขับ
7Ambient IntelligenceSynthesistเทคโนโลยีล่องหนร้านค้าไม่ต้องนับสต็อก ของหมดรู้เอง
8Energy-EfficientVanguardคอมฯ กินไฟน้อยลงค่าไฟ data center ลด = ค่าบริการ AI ลด
9Preemptive CyberVanguardป้องกันก่อนโดนแฮ็กข้อมูลส่วนตัวถูกปกป้องดีขึ้น
10Digital ProvenanceVanguardตรวจสอบของจริง/ปลอมจับ deepfake ตรวจข่าวปลอมได้

มันเกี่ยวอะไรกับคนไทย

คนทำงานออฟฟิศ: Agentic AI + Multiagent Systems จะเปลี่ยนวิธีทำงานครับ งาน routine อย่างจัดตาราง สรุปประชุม จัดการอีเมล จะมี AI agent ทำให้หมด คนที่ใช้ AI เป็นจะได้เปรียบคนที่ไม่ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ

โปรแกรมเมอร์: AI-Native Development Platforms จะเปลี่ยนอาชีพนี้ไปเยอะ ทีมเล็ก 3-5 คนที่ใช้ AI ดี อาจผลิตงานได้เท่ากับทีม 20 คน คนที่ปรับตัวไม่ทันจะลำบาก

ธุรกิจ SME ไทย: Domain-Specific LLM เปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยสร้าง AI เฉพาะทางของตัวเอง เช่น AI สำหรับตอบลูกค้าเป็นภาษาไทย AI สำหรับวิเคราะห์บัญชีไทย

ทุกคน: Digital Provenance จะช่วยเรื่อง deepfake (วิดีโอปลอมที่ AI สร้าง) และข่าวปลอมที่เป็นปัญหาใหญ่ในไทย ถ้าเทคโนโลยีนี้แพร่หลาย เราจะตรวจสอบได้ง่ายขึ้นว่าอะไรจริง อะไรปลอม


คำถามที่หลายคนถาม

Gartner คือใคร ทำไมต้องเชื่อ?

Gartner เป็นบริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้าน IT ระดับโลก ก่อตั้งปี 1979 มีลูกค้าเป็น CIO และผู้บริหาร IT กว่า 15,000 องค์กรทั่วโลก รายงานของ Gartner มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนด้านเทคโนโลยีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปีครับ

Agentic AI กับ Multiagent Systems ต่างกันยังไง?

Agentic AI คือ AI agent ตัวเดียวที่ทำงานหลายอย่างได้ด้วยตัวเอง ส่วน Multiagent Systems คือ AI หลายตัวที่แต่ละตัวเก่งคนละเรื่อง มาทำงานร่วมกันเป็นทีม เหมือน Agentic AI เป็น freelancer เก่งๆ ส่วน Multiagent Systems เป็นบริษัทที่มีพนักงานหลายฝ่ายครับ

ดูรายงาน Gartner ฉบับเต็มได้ที่ไหน?

รายงานฉบับเต็มต้องเป็นลูกค้า Gartner ถึงจะอ่านได้ แต่บทสรุปฟรีดูได้ที่ gartner.com ครับ


สรุป

10 เทรนด์จาก Gartner ปีนี้มีธีมใหญ่ที่ชัดมาก คือ AI ไม่ได้อยู่แค่ในแอปแชทอีกต่อไป มันกำลังกระจายเข้าไปทุกที่ ตั้งแต่การเขียนซอฟต์แวร์ (AI-Native Dev), การทำงานอัตโนมัติ (Agentic AI + Multiagent), โลกจริง (Physical AI), สิ่งของรอบตัว (Ambient Intelligence) ไปจนถึงเรื่องความปลอดภัย (Preemptive Cyber + Digital Provenance)

สิ่งที่คนไทยควรเตรียมตัวคือ เรียนรู้วิธีใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่กลัวว่ามันจะมาแทนที่ เพราะจาก 10 เทรนด์นี้ชัดเจนว่า AI จะเป็น “เพื่อนร่วมงาน” ไม่ใช่ “คู่แข่ง” ครับ

ติดตาม cheesepie ได้ที่ Twitter/X: @cheesepie_content · TikTok: @cheesepie_content


ที่ผมอ้างอิง

  1. Top Strategic Technology Trends for 2026 โดย Gartner (2025)
  2. Gartner Identifies the Top Strategic Technology Trends for 2026 โดย Gartner Newsroom (2025)
  3. Gartner เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีปี 2026 โดย Techsauce (2025)
  4. สรุป 10 เทรนด์เทคโนโลยี Gartner 2026 โดย Data Wow (2025)
  5. 10 เทรนด์เทคโนโลยียุทธศาสตร์ 2026 จาก Gartner โดย Cloud HM (2025)
  6. Gartner Top 10 Strategic Technology Trends for 2026 โดย 10xDS (2025)
  7. Top 10 Gartner Technology Trends for 2026 โดย Sepehr Anformatic (2025)
  8. Domain-Specific Language Models is the Rising Star โดย Be Informed (2025)
  9. Gartner Unveils Top 10 Strategic Technology Trends โดย PEX Network (2025)
  10. ความพร้อมของประเทศไทยสู่ยุค AI-First Economy โดย Time Consulting (2025)