สารบัญ
- คอมพิวเตอร์ควอนตัมคืออะไร?
- Quantum Supremacy คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ
- Google Willow: ชิปควอนตัมที่เปลี่ยนเกม
- Microsoft Majorana 1: เส้นทางสู่ล้านคิวบิต
- IBM, NVIDIA และสงครามควอนตัมระดับโลก
- Quantum x AI: ทำไมสองเทคโนโลยีนี้ต้องไปด้วยกัน
- เงินทุนไหลเข้าควอนตัมอย่างบ้าคลั่ง
- ภัยคุกคามจากควอนตัม: รหัสที่ใช้อยู่ทุกวันจะถูกเจาะ?
- แล้วเราควรทำอะไรตอนนี้?
10,000,000,000,000,000,000,000,000 ปี…
นั่นคือเวลาที่ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกต้องใช้ ในการแก้โจทย์คำนวณหนึ่งข้อ… แต่ชิปควอนตัม Willow ของ Google ทำมันเสร็จใน ไม่ถึง 5 นาที
ตัวเลขนี้ไม่ใช่ตัวเลขจากหนัง sci-fi นี่คือผลทดสอบจริงที่ตีพิมพ์ใน วารสาร Nature เมื่อธันวาคม 2024 และตอนนี้ปี 2026 สถานการณ์ยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีก เพราะทั้ง Google, Microsoft, IBM ต่างเร่งพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมกันแบบไม่ยั้ง
ที่สำคัญ… เทคโนโลยีนี้กำลังจะมาเจอกับ AI แบบเต็มๆ และเมื่อสองสิ่งนี้รวมกัน มันจะเปลี่ยนทุกอย่างตั้งแต่การค้นหายา การเข้ารหัสข้อมูล ไปจนถึงวิธีที่เราเทรน AI Agent ในอนาคต
คอมพิวเตอร์ควอนตัมคืออะไร?
คอมพิวเตอร์ควอนตัม (quantum computer) คือเครื่องคำนวณรุ่นใหม่ที่ทำงานต่างจากคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันทุกวันโดยสิ้นเชิง คอมพิวเตอร์ปกติใช้ bit ที่เป็นได้แค่ 0 หรือ 1 อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ควอนตัมใช้ qubit (คิวบิต) ที่เป็นทั้ง 0 และ 1 พร้อมกันได้
ฟังดูงงใช่ไหม… ลองนึกภาพแบบนี้ คอมพิวเตอร์ปกติเหมือนเหรียญที่โยนแล้วต้องเลือก หัวหรือก้อยอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ qubit เหมือนเหรียญที่กำลังหมุนอยู่กลางอากาศ มันเป็นทั้งหัวและก้อยในเวลาเดียวกัน จนกว่าจะตกลงมา
ความสามารถพิเศษนี้มาจากปรากฏการณ์สองอย่าง อย่างแรกคือ superposition (การอยู่ได้หลายสถานะพร้อมกัน) อย่างที่สองคือ entanglement (การเชื่อมโยงระหว่าง qubit) ซึ่งทำให้เปลี่ยน qubit ตัวหนึ่ง อีกตัวจะเปลี่ยนตามทันที ไม่ว่าจะอยู่ห่างกันแค่ไหนก็ตาม
ผลลัพธ์คือพลังคำนวณที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด… คอมพิวเตอร์ปกติมี 3 bits ทำงานได้ทีละ 1 คำตอบ แต่ 3 qubits ลองทั้ง 8 คำตอบพร้อมกัน เพิ่ม qubit อีกตัวเดียว กลายเป็น 16 คำตอบ เพิ่มอีกตัว ได้ 32 คำตอบ ยิ่งเพิ่มยิ่งทวีคูณ ไม่ใช่เพิ่มทีละนิดแบบคอมพิวเตอร์ปกติ
แต่ปัญหาใหญ่คือ qubit มันบอบบางมาก… แค่อุณหภูมิเปลี่ยนนิดเดียว หรือมีแรงสั่นสะเทือนเบาๆ qubit ก็พังได้ ยิ่งเพิ่ม qubit มากขึ้น ข้อผิดพลาด (error) ก็ยิ่งเยอะขึ้นตาม… นี่คือปัญหาที่ค้างมานานหลายสิบปี จนกระทั่ง Google พิสูจน์ให้เห็นว่าแก้ได้ด้วยชิป Willow
Quantum Supremacy คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ
Quantum supremacy (ความเหนือกว่าเชิงควอนตัม) คือจุดที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถแก้ปัญหาได้เร็วกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดในโลก ไม่ใช่เร็วกว่าแค่นิดหน่อย แต่เร็วกว่าในระดับที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น จากหมื่นปี เหลือไม่กี่นาที
Google อ้างว่าทำสำเร็จครั้งแรกในปี 2019 ด้วยชิป Sycamore ขนาด 53 qubits ซึ่งทำโจทย์หนึ่งได้ใน 200 วินาที ขณะที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ต้องใช้ 10,000 ปี
แต่นักวิจัยหลายคนไม่เห็นด้วย… เหตุผลหลักคือโจทย์ที่ Google ใช้ทดสอบนั้นถูกออกแบบมาให้ควอนตัมได้เปรียบ มันไม่ใช่ปัญหาที่มีประโยชน์ในโลกจริง เหมือนกับสร้างสนามแข่งที่เอื้อให้รถคันเดียวชนะ แล้วบอกว่ารถคันนั้นเร็วที่สุด
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะถ้า quantum supremacy เป็นจริง มันหมายความว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์ปกติที่เร็วขึ้น… มันเป็นเครื่องมือคนละประเภทเลย มีปัญหาบางอย่างที่คอมพิวเตอร์ปกติไม่มีทางแก้ได้เลย (อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในช่วงเวลาที่มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่) แต่ควอนตัมทำได้
Google Willow: ชิปควอนตัมที่เปลี่ยนเกม
ธันวาคม 2024, Google Quantum AI ประกาศเปิดตัว Willow ชิปควอนตัมขนาด 105 qubits ที่ผลิตในเมือง Santa Barbara รัฐ California
อ่าน 105 qubits แล้วอาจจะคิดว่า “แค่นี้เอง?” แต่เรื่องควอนตัมไม่ได้วัดกันแค่จำนวน… คุณภาพของ qubit สำคัญกว่ามาก และนั่นคือสิ่งที่ Willow ทำให้ทุกคนต้องหันมามอง
ความสำเร็จแรก: Error correction ที่ดีขึ้นเมื่อสเกลขึ้น
ปัญหาใหญ่ของควอนตัมตลอด 30 ปีที่ผ่านมาคือ ยิ่งเพิ่ม qubit ยิ่งเกิดข้อผิดพลาดมากขึ้น แต่ Willow พิสูจน์สิ่งตรงกันข้าม ทีม Google ทดสอบโดยค่อยๆ เพิ่ม qubit จากกลุ่ม 3×3, 5×5 ไปจนถึง 7×7 ตัว ทุกครั้งที่เพิ่ม ข้อผิดพลาดกลับ ลดลงครึ่งหนึ่ง
เรียกง่ายๆ ว่า “below threshold” (ต่ำกว่าจุดวิกฤต) หมายความว่ายิ่งเพิ่ม qubit ระบบยิ่งแม่นยำขึ้น ไม่ใช่แย่ลง ซึ่งเปิดทางไปสู่ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ทนต่อความผิดพลาดได้ ใช้งานจริงได้โดยไม่ล่มกลางทาง
ความสำเร็จที่สอง: แก้โจทย์ที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทำไม่ได้
Google ทดสอบ Willow ด้วยโจทย์มาตรฐานที่เรียกว่า RCS (Random Circuit Sampling) ผลคือ Willow ทำเสร็จใน 5 นาที… โจทย์เดียวกันนี้ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกต้องใช้เวลา 10 septillion ปี (ตัวเลข 1 ตามด้วยศูนย์ 25 ตัว) เทียบให้เห็นภาพ จักรวาลของเรามีอายุแค่ 13,800 ล้านปี… ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ต้องใช้เวลามากกว่าอายุจักรวาลเป็นล้านล้านเท่า
อีกเรื่องคือ Willow ทำให้ qubit “อยู่นิ่ง” ได้นานกว่าเดิม 5 เท่า (จาก 20 ไมโครวินาทีของชิปรุ่นก่อน เป็น 100 ไมโครวินาที) ฟังดูสั้น แต่ในโลกควอนตัมนั่นคือความแตกต่างระหว่างคำนวณสำเร็จกับคำนวณไม่ทัน
“ควอนตัมคอมพิวติ้งตอนนี้อยู่ที่จุดเดียวกับ AI เมื่อ 5 ปีก่อน ผมคิดว่าอีก 5 ปีข้างหน้า เราจะเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตื่นเต้นมากในเรื่องควอนตัม”Sundar Pichai, CEO ของ Google, สัมภาษณ์กับ BBC Newsnight
ตุลาคม 2025: Quantum Echoes, ครั้งแรกที่ “พิสูจน์ได้” ว่าเร็วกว่าจริง
แต่ที่ทำให้วงการตื่นเต้นจริงจังคือเดือนตุลาคม 2025 Google ประกาศผลทดสอบชื่อ “Quantum Echoes” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พิสูจน์ได้ว่าควอนตัมเร็วกว่าจริง ไม่ใช่แค่อ้างตัวเลข ใช้ 65 qubits จาก Willow ทำงานเสร็จใน 2.1 ชั่วโมง ขณะที่ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Frontier (เครื่องเร็วอันดับต้นๆ ของโลก ที่ Oak Ridge National Laboratory สหรัฐ) ต้องใช้เวลา 3.2 ปี… เร็วกว่า 13,000 เท่า
ที่สำคัญคือครั้งนี้คำตอบสามารถเอาไปเช็คกับเครื่องควอนตัมอีกตัวได้ ไม่ใช่แค่ “บอกว่าเร็วกว่า” แต่ “เร็วกว่าและพิสูจน์ได้ว่าถูกต้องด้วย”
Microsoft Majorana 1: เส้นทางสู่ล้านคิวบิต
กุมภาพันธ์ 2025, Microsoft เปิดตัว Majorana 1 ชิปควอนตัมที่มีแค่ 8 qubits… อ่านแค่นี้อาจจะคิดว่า “น้อยกว่า Google ตั้งเยอะ” แต่อย่าเพิ่งตัดสินเร็วเกินไป
เพราะ Microsoft ไม่ได้แข่งเรื่องจำนวน qubit พวกเขาเล่นเกมที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง Google และ IBM ใช้ superconducting qubits (คิวบิตแบบตัวนำยิ่งยวด) ที่ต้องทำให้เย็นจนเกือบศูนย์องศาสัมบูรณ์ แต่ Microsoft ใช้ topological qubits (คิวบิตเชิงทอพอโลยี) ซึ่งอาศัยคุณสมบัติทางคณิตศาสตร์ของวัสดุในการปกป้องข้อมูลควอนตัม
พูดให้เห็นภาพ superconducting qubits เหมือนเขียนข้อความบนผิวน้ำ เปราะบาง ลบง่าย แต่ topological qubits เหมือนถักเชือกเป็นปม ต่อให้เขย่าเชือกยังไง ปมก็ยังอยู่
Majorana 1 ใช้วัสดุชนิดใหม่ที่ Microsoft เรียกว่า topoconductor (ตัวนำเชิงทอพอโลยี) สร้างจากการรวมสารกึ่งตัวนำกับตัวนำยิ่งยวดเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ qubit ที่ทนทานกว่าแบบเดิมหลายเท่า
ข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุด? Microsoft อ้างว่าเทคโนโลยีนี้สามารถ ยัด 1 ล้าน qubits ลงในชิปขนาดเท่าฝ่ามือ ได้ ในขณะที่ระบบของ Google หรือ IBM ต้องใช้ห้องเย็นขนาดใหญ่ทั้งห้อง
Microsoft จริงจังแค่ไหน? พวกเขาลงทุนมากกว่า 1 พันล้านโครนเดนมาร์ก (ประมาณ 5 พันล้านบาท) ในห้องปฏิบัติการควอนตัมที่เมือง Lyngby ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสถานที่วิจัยควอนตัมที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท
“ภายในสิ้นทศวรรษนี้ เรามั่นใจว่าจะมีเครื่องควอนตัมในดาต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้จริง”Zulfi Alam, Corporate VP of Quantum ของ Microsoft, สัมภาษณ์กับ CNBC
แต่ก็ต้องบอกตรงๆ ว่ามีเสียงวิจารณ์เหมือนกัน กองบรรณาธิการของ Nature ระบุว่าผลทดลองของ Microsoft “ยังไม่ถือเป็นหลักฐานยืนยัน” ว่า topological qubit ทำงานได้จริงตามทฤษฎี และนักวิจัยจากออสเตรเลียก็ตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีสัญญาณรบกวนบางชนิดที่ทำให้ใช้งานจริงได้ยากกว่าที่คิด
สรุปง่ายๆ คือ Majorana 1 เป็น moonshot (โปรเจกต์ที่ท้าทายสุดขีด) ถ้าสำเร็จจะเปลี่ยนเกมไปเลย แต่ยังมีอะไรต้องพิสูจน์อีกเยอะ
IBM, NVIDIA และสงครามควอนตัมระดับโลก
Google กับ Microsoft ไม่ได้เล่นอยู่คนเดียว IBM ก็เป็นอีกค่ายที่หนักมือไม่แพ้กัน
พฤศจิกายน 2025, IBM เปิดตัวชิปใหม่ 2 ตัว ได้แก่ Nighthawk (120 qubits สำหรับประสิทธิภาพสูง) กับ Loon (ชิปทดสอบระบบแก้ไขข้อผิดพลาดแบบใหม่ที่เชื่อมต่อ qubits ได้ไกลขึ้น) ตั้งเป้าว่าจะพิสูจน์ว่าควอนตัมทำงานจริงได้ในเชิงธุรกิจภายในปี 2026
แต่ที่ใหญ่กว่านั้น… วันที่ 12 มีนาคม 2026 (แค่ไม่กี่วันก่อน) IBM เพิ่งปล่อย “Quantum-Centric Supercomputing Blueprint” ซึ่งเป็นแผนแม่บทฉบับแรกของวงการ ที่แสดงให้เห็นว่าชิปควอนตัมจะทำงานร่วมกับ GPU และ CPU ได้อย่างไร ทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์ ศูนย์วิจัย และ cloud… พูดง่ายๆ คือ IBM ไม่ได้บอกว่า “ควอนตัมจะมาแทนทุกอย่าง” แต่ “มันจะทำงานร่วมกับระบบเดิม”
ผลงานที่โชว์มาพร้อมกันก็น่าสนใจ ทีมจาก IBM ร่วมกับมหาวิทยาลัย Manchester, Oxford และ ETH Zurich สร้างโมเลกุลรูปทรงใหม่ (half-Mobius) ขึ้นมาเป็นครั้งแรก และทีม Cleveland Clinic จำลองโปรตีนขนาด 303 อะตอม ซึ่งเป็น โมเลกุลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจำลองด้วยระบบควอนตัม ลองนึกดูว่าถ้าจำลองโปรตีนได้แม่นยำ การพัฒนายาใหม่จะเร็วขึ้นแค่ไหน
ระบบถัดไปของ IBM ชื่อ Kookaburra วางแผนไว้ที่ 4,158 qubits ในปี 2026 โดยเชื่อมต่อชิป 3 ตัว (ตัวละ 1,386 qubits) เข้าด้วยกัน
ฝั่งเอเชียก็ไม่ยอมแพ้… NVIDIA จับมือกับ RIKEN (สถาบันวิจัยชั้นนำของญี่ปุ่น) สร้าง quantum-AI data center ด้วย Blackwell GPU 2,140 ตัว พร้อมเปิดใช้งานฤดูใบไม้ผลิ 2026 ขณะที่ Fujitsu กับ RIKEN พัฒนาระบบ 256 qubits แบบ superconducting โดยตั้งเป้าขยายเป็น 1,000 qubits ภายในปี 2026
| บริษัท | ชิป/ระบบ | จำนวน Qubits | สถาปัตยกรรม | ความสำเร็จหลัก |
|---|---|---|---|---|
| Willow | 105 | Superconducting | Error correction below threshold, Quantum Echoes เร็วกว่า Frontier 13,000 เท่า | |
| Microsoft | Majorana 1 | 8 | Topological | Topological qubit ตัวแรกของโลก, เป้าหมาย 1 ล้าน qubits บนชิปเดียว |
| IBM | Kookaburra (2026) | 4,158 (แผน) | Superconducting | ระบบ multi-chip ใหญ่ที่สุด, Quantum-Centric Supercomputing Blueprint |
| NVIDIA + RIKEN | Quantum-AI Data Center | N/A (hybrid) | Hybrid GPU + QPU | 2,140 Blackwell GPUs สำหรับ quantum-AI, เปิดฤดูใบไม้ผลิ 2026 |
| Fujitsu + RIKEN | Superconducting System | 256 (เป้า 1,000) | Superconducting | ขยายเป็น 1,000 qubits ภายในปี 2026 |
Quantum x AI: ทำไมสองเทคโนโลยีนี้ต้องไปด้วยกัน
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วสงสัยว่า “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ AI?” คำตอบคือ เกี่ยวทุกอย่าง
McKinsey วิเคราะห์ไว้ว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมช่วยแก้ปัญหาหลักๆ ของ AI ได้ 3 อย่าง คือ algorithm ที่ทำงานช้า, หน่วยความจำที่ไม่พอ, และพลังประมวลผลที่ถึงจุดอิ่มตัว
มันทำงานเป็นสองทาง… ฝั่ง AI ช่วยควอนตัม: ใช้ machine learning ช่วยหาและแก้ข้อผิดพลาดของ qubit, จำลองสัญญาณรบกวน, ปรับจูนชิปให้แม่นยำขึ้น ฝั่งควอนตัมช่วย AI: เพิ่มความเร็วในการเทรนโมเดล, จำลองโมเลกุลที่ซับซ้อนเกินกว่าคอมพิวเตอร์ปกติจะทำได้, หาคำตอบที่ดีที่สุดจากตัวเลือกหลายล้านรูปแบบ
ตัวอย่างจริงที่เกิดขึ้นแล้ว:
Insilico Medicine ใช้ AI + ควอนตัมคัดกรองโมเลกุล 100 ล้านตัว กรองเหลือ 1.1 ล้าน แล้วเลือกมาสังเคราะห์จริง 15 ตัว ผลคือ 2 ตัวออกฤทธิ์ได้จริง หนึ่งในนั้นจับกับโปรตีน KRAS-G12D ซึ่งเป็นเป้าหมายยามะเร็งที่ขึ้นชื่อว่ายากที่สุดตัวหนึ่งในวงการ เพราะคอมพิวเตอร์ปกติจำลองโครงสร้างมันได้ไม่ละเอียดพอ
ทีม Cleveland Clinic ร่วมกับ IBM จำลองโปรตีน tryptophan-cage ขนาด 303 อะตอม ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ใหญ่ที่สุดที่เคยประมวลผลบน quantum-centric supercomputer
แล้วก็เรื่องพลังงาน… AI กำลังกินไฟอย่างมหาศาล ดาต้าเซ็นเตอร์ AI ใช้ไฟเท่ากับเมืองทั้งเมือง และ World Economic Forum คาดว่าภายในปี 2026 การใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์จะเพิ่มขึ้น 35-128% งานวิจัยจาก Cornell University พบว่าการใช้ quantum computing ร่วมกับ classical computing สามารถลดการใช้พลังงานของ AI data center ได้ถึง 12.5% และลดการปล่อยคาร์บอน 9.8%
สัญญาณที่ชัดเจนคือเมื่อกันยายน 2025 Digital Realty จับมือ Oxford Quantum Circuits เปิดตัว Quantum-AI data center ในนิวยอร์ก รวม superconducting quantum computer กับ AI supercomputing ไว้ในอาคารเดียวกัน ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลก
| ด้าน | AI แบบ Classical | Quantum x AI |
|---|---|---|
| การค้นหายา | คัดกรองโมเลกุลทีละตัว, ใช้เวลาหลายเดือน | จำลองปฏิกิริยาเคมีทั้งระบบ, เร็วขึ้น 20 เท่า (IonQ + AstraZeneca) |
| การเทรนโมเดล | ใช้ GPU หลายพันตัว, กินไฟเท่ากับเมือง | ลดพลังงาน 12.5%, ลดคาร์บอน 9.8% (Cornell study) |
| Optimization | ใช้เวลาหลายชั่วโมงกับปัญหาหลายตัวแปร | แก้ปัญหา combinatorial ได้เร็วกว่าแบบ exponential |
| Error Correction | ไม่เกี่ยวข้อง | AI ช่วยทำ noise modeling และ calibration ให้ quantum chip |
| การเข้ารหัส | ใช้ RSA/ECC ที่อาจถูกเจาะในอนาคต | ต้องเปลี่ยนเป็น post-quantum cryptography |
“AI ที่ใช้ classical computing อย่างเดียวจะถึงทางตันในบางปัญหา… quantum คือทางออก”รายงาน Quantum Technology Monitor, McKinsey & Company
เงินทุนไหลเข้าควอนตัมอย่างบ้าคลั่ง
ถ้าอยากรู้ว่าวงการไหนกำลังจะบูม ให้ดูเงิน… แล้วเงินกำลังไหลเข้าควอนตัมแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
9 เดือนแรกของปี 2025 บริษัทควอนตัมระดมทุนได้รวม 3,770 ล้านดอลลาร์ เกือบ 3 เท่าของทั้งปี 2024 ที่ได้ 1,300 ล้านดอลลาร์
PsiQuantum (บริษัทควอนตัมแบบ photonic) ระดมทุนได้ 750 ล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2025 แล้วระดมทุนรอบ Series E ได้อีก 1,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน (นำโดย BlackRock, Temasek, Baillie Gifford โดยมี NVIDIA เป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงทุน) ดัน valuation ไปที่ 7,000 ล้านดอลลาร์ กลายเป็น startup ควอนตัมที่ได้เงินทุนมากที่สุดในโลก
Quantinuum (บริษัทที่แยกออกมาจาก Honeywell) ระดมทุนได้ 600 ล้านดอลลาร์ที่ valuation 10,000 ล้านดอลลาร์ และมีรายงานว่าได้ยื่น confidential S-1 (เอกสารลับก่อน IPO) เตรียมเข้าตลาดหุ้นแล้ว
ส่วน IonQ สร้างประวัติศาสตร์เป็นบริษัทควอนตัมแห่งแรกที่มีรายได้ตาม GAAP (มาตรฐานการบัญชี) เกิน 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี
มองภาพรวมตลาด… BCG คาดว่าควอนตัมจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 450,000 ถึง 850,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2040 (ประมาณ 15-29 ล้านล้านบาท) ขณะที่ MarketsandMarkets ประเมินว่าตลาดจะโตจาก 3,520 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 20,200 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 (โตปีละ 42%) และ McKinsey คาดว่าตลาดรวมจะแตะ 100,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 10 ปี
“ปี 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นของ true quantum industrialization… ถ้าปี 2025 เป็นปีที่ hybrid approach เริ่มน่าสนใจ ปี 2026 จะเป็นปีที่มันกลายเป็นค่าเริ่มต้น”บทวิเคราะห์จาก The Quantum Insider
ภัยคุกคามจากควอนตัม: รหัสที่ใช้อยู่ทุกวันจะถูกเจาะ?
เรื่องนี้ต้องพูดถึงด้วย… เพราะควอนตัมไม่ได้มีแต่ข่าวดี
ระบบเข้ารหัสที่เราใช้กันทุกวัน (ตั้งแต่ การเข้าเว็บธนาคาร ส่ง LINE ไปจนถึงระบบ Internet Banking) ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า “คอมพิวเตอร์ปกติต้องใช้เวลานานมากในการแกะรหัส” แต่ถ้าวันหนึ่งควอนตัมคอมพิวเตอร์มีพลังมากพอ มันจะแกะรหัสพวกนี้ได้ในเวลาอันสั้น
ที่น่ากลัวกว่าคือแนวคิด “Harvest Now, Decrypt Later” (เก็บตอนนี้ ถอดรหัสทีหลัง) ซึ่งหมายความว่า ผู้ไม่ประสงค์ดีอาจกำลังดักเก็บข้อมูลที่เข้ารหัสไว้ตั้งแต่วันนี้ แล้วรอวันที่มีควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่แรงพอ ค่อยถอดรหัสทั้งหมดทีเดียว
“ผมคิดว่าใน 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า เราจะถึงจุดที่ต้องปรับตัวในเรื่อง cryptography สำหรับควอนตัม อย่างแน่นอน”Sundar Pichai, CEO ของ Google, The Quantum Insider
แต่ก็อย่าเพิ่งตกใจ โฆษกของ Google บอกว่ายังต้องรออีกอย่างน้อย 10 ปี ก่อนที่ควอนตัมจะเจาะรหัสที่ใช้กันอยู่ทุกวันได้จริง และ NIST (สถาบันมาตรฐานฯ ของสหรัฐ) ก็ไม่ได้นั่งรอ สิงหาคม 2024 NIST ประกาศ “มาตรฐานการเข้ารหัสที่ควอนตัมเจาะไม่ได้” 3 ตัวแรก (ML-KEM, ML-DSA, SLH-DSA) พร้อมประกาศเลือกตัวที่ 4 (HQC) เข้าสู่กระบวนการสร้างมาตรฐานในมีนาคม 2025 (คาดว่าจะเสร็จในปี 2027)
สหรัฐยังออกคำสั่งว่า ภายในเดือนมกราคม 2027 ระบบความมั่นคงแห่งชาติทุกระบบที่สร้างใหม่ต้องใช้การเข้ารหัสที่กันควอนตัมได้
เรื่องนี้อาจฟังดูไกลตัว แต่สำหรับองค์กรที่ดูแลข้อมูลสำคัญ (ธนาคาร, โรงพยาบาล, หน่วยงานรัฐ) ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่ตอนนี้ เพราะการเปลี่ยนระบบเข้ารหัสทั้งองค์กรไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ข้ามคืน
แล้วเราควรทำอะไรตอนนี้?
ควอนตัมยังไม่ถึงจุดที่ทุกคนต้องเปลี่ยนชีวิตในวันนี้ แต่มันใกล้พอที่ควรเริ่มสนใจ
สำหรับคนทำงานสายเทค ถ้าคุณเป็น developer หรือ data scientist ลองเริ่มศึกษาพื้นฐาน quantum computing ผ่าน IBM Qiskit หรือ Google Cirq ไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญ แค่เข้าใจว่ามันทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ก็เพียงพอในช่วงนี้ ยิ่งถ้าคุณทำงานด้าน AI Agent หรือ machine learning ควรรู้ไว้ว่า quantum machine learning กำลังจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
สำหรับนักลงทุน จับตา Quantinuum ที่กำลังเตรียมเข้าตลาดหุ้น, IonQ ที่เป็นบริษัทควอนตัมแห่งแรกที่มีรายได้เกิน 100 ล้านดอลลาร์ และ PsiQuantum ที่ได้เงินหนุนหลังจากทั้ง NVIDIA และรัฐบาลออสเตรเลีย แต่ต้องจำไว้ว่า BCG เตือนว่าผลตอบแทนในระยะใกล้อาจช้ากว่าที่คาด ตลาดนี้เป็นเกมระยะยาว
สำหรับเจ้าของธุรกิจ ถ้าองค์กรคุณดูแลข้อมูลสำคัญ (ลูกค้า, การเงิน, ข้อมูลสุขภาพ) ควรเริ่มถามทีม IT ว่า “ระบบเข้ารหัสของเราพร้อมรับมือควอนตัมหรือยัง?” ตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างวันนี้ แต่ต้องมีแผน
สำหรับทุกคน สิ่งที่เกิดขึ้นกับควอนตัมตอนนี้เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ AI เมื่อ 5 ปีก่อน (ตามที่ Sundar Pichai พูดไว้) ตอนนั้นคนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจ AI จนกระทั่ง ChatGPT ออกมาแล้วทุกอย่างเปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน ควอนตัมอาจจะมี “ChatGPT moment” ของมันเองในอีกไม่กี่ปี คนที่เข้าใจก่อนจะได้เปรียบ
ติดตาม cheesepie ได้ที่
อัปเดตเรื่อง AI, Crypto และ Passive Income ที่เข้าใจง่ายแต่ลึกพอใช้ได้จริง
แหล่งอ้างอิง
- Google Unveils the 105 Qubit Willow Chip โดย Quantum Computing Report (2024)
- Google Claims Quantum Advantage with Willow Chip โดย HPCwire (2025)
- Microsoft’s Majorana 1 Chip Carves New Path for Quantum Computing โดย Microsoft (2025)
- IBM Releases a New Blueprint for Quantum-Centric Supercomputing โดย IBM Newsroom (2026)
- IBM Unveils Nighthawk and Loon Quantum Chips โดย PostQuantum (2025)
- NVIDIA and RIKEN Advance Japan’s Scientific Frontiers โดย NVIDIA Newsroom (2026)
- Quantum Computing On Track to Create Up to $850 Billion of Economic Value By 2040 โดย BCG (2024)
- The Rise of Quantum Computing โดย McKinsey & Company (2025)
- Quantum Computing Industry worth $20.20 billion by 2030 โดย MarketsandMarkets (2025)
- Practical Quantum Computing Five to Ten Years Away: Google CEO โดย The Quantum Insider (2025)
- Quantum Computing Funding: Explosive Growth and Strategic Investment in 2025 โดย SpinQ (2025)
- NIST Releases First 3 Finalized Post-Quantum Encryption Standards โดย NIST (2024)
- Quantum-machine-assisted drug discovery โดย npj Drug Discovery, Nature (2025)
- Scaling quantum computing for maximum energy efficiency โดย World Economic Forum (2026)
- Quantum’s big leap puts data centers in the spotlight โดย CNBC (2026)
- TQI’s Expert Predictions on Quantum Technology in 2026 โดย The Quantum Insider (2025)
- Harnessing AI and Quantum Computing for Revolutionizing Drug Discovery โดย PMC/NIH (2025)
- US Quantum Computing Companies 2026 โดย Quantum Zeitgeist (2026)
- Can Quantum Computers Address the AI Energy Problem? โดย Quantum Computing Report (2025)
- Quantum Computing เทคโนโลยีการประมวลผลเปลี่ยนโลก โดย Krungsri Research (2025)